
ความเสี่ยงในการทำสิ่งต่างๆ มีมากมายให้เราได้เตรียมตัวรับมือ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการเทรดหรือการบลงทุนด้วยเช่นกัน จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถเตรียมตัวรับมือและป้องกันการเทรดที่ขาดทุนได้ โดยบทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปเรียนรู้เกี่ยวกับ “Stop Loss” พร้อมกับบอก “วิธีตั้ง Stop Loss พร้อมกับความเสี่ยงต่างๆ” ให้กับทุกๆ ท่านได้ทำตามกันครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น…เราไปชมพร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับผม
เรียนรู้เกี่ยวกับ Stop Loss
Stop Loss (SL) หรือ จุดตัดขาดทุน คือ “คำสั่งอัตโนมัติ” ที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้ากับโบรกเกอร์ (บริษัทหลักทรัพย์) ของคุณ เพื่อ “จำกัดความเสียหาย” เมื่อราคาสินทรัพย์ (เช่น หุ้น, ทองคำ, คริปโต) ที่คุณถืออยู่ ลดลงไปถึงระดับที่คุณยอมรับไม่ได้ โดยมีจุดประสงค์หลักแบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้
- ป้องกันเงินทุนไม่ให้หายไปมากเกินไป: นี่คือเหตุผลหลัก ถ้าไม่ตั้ง Stop Loss แล้วราคาดิ่งลงหนัก คุณอาจสูญเสียเงินจำนวนมาก
- รักษากำไรบางส่วน: ในกรณีที่ราคาขึ้นไปแล้ว คุณอาจเลื่อน Stop Loss ขึ้นมาเพื่อ “ล็อก” กำไรเอาไว้ ไม่ให้กำไรที่ได้มาหายไปหมด
- ควบคุมอารมณ์: เป็นเหมือนไม้บรรทัดเหล็ก เมื่อถึงจุดที่ตั้งไว้ ระบบจะจัดการให้เอง คุณไม่ต้องตัดสินใจตอนกำลังกลัวหรือหวัง
วิธีตั้ง Stop Loss
มาดูวิธีการตั้ง Stop Loss ที่นักลงทุนนิยมใช้กัน โดยเน้นที่ความเข้าใจง่ายครับ
1. ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ (Percentage Stop)
- แนวคิด: กำหนดว่าคุณจะยอมให้ราคาลดลงจากราคาที่คุณซื้อได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์
- เหมาะกับ: มือใหม่, ผู้ที่ไม่ถนัดดูกราฟซับซ้อน
- วิธีคิด:
- ตัวอย่าง: คุณซื้อหุ้นราคา 100 บาท และยอมขาดทุนไม่เกิน 10%
- จุด Stop Loss = 100 บาท – (100 บาท x 10%) = 90 บาท
- ถ้าหุ้นลงมา 90 บาท ระบบจะขายให้ทันที
2. ตั้งตามแนวรับ/แนวต้าน (Support/Resistance Stop)
- แนวคิด: ใช้ “แนวรับ” (ราคาที่เคยลงมาแล้วเด้งขึ้นบ่อยๆ เหมือนพื้น) บนกราฟเป็นจุดอ้างอิง
- เหมาะกับ: ผู้ที่เริ่มดูกราฟเทคนิคเป็น
- วิธีดู:
- เปิดกราฟหุ้นที่คุณสนใจ
- มองหาจุดที่ราคาเคยลงมาถึงแล้วไม่ผ่าน หรือเด้งกลับขึ้นไปได้หลายครั้ง นั่นคือ “แนวรับ”
- ตัวอย่าง: คุณซื้อหุ้น A ที่ 50 บาท และเห็นว่าแนวรับอยู่ที่ 48 บาท
- จุด Stop Loss: คุณจะตั้งไว้ ต่ำกว่าแนวรับเล็กน้อย เช่น 47.50 บาท (เผื่อราคาแกว่ง) ถ้าหลุด 48 บาทลงมาได้ แสดงว่าแนวโน้มอาจเปลี่ยน
- ข้อดี: เป็นการตั้ง Stop Loss ที่มีเหตุผลทางเทคนิค ไม่ใช่แค่ตัวเลข
3. ตั้งตามความผันผวน (Volatility Stop – ใช้ ATR)
- แนวคิด: หุ้นแต่ละตัวมีความ “เหวี่ยง” ของราคาไม่เท่ากัน วิธีนี้จะตั้ง Stop Loss ให้เหมาะสมกับความเหวี่ยงของหุ้นนั้นๆ
- เหมาะกับ: ผู้ที่รู้จัก Indicator พื้นฐานอย่าง ATR (Average True Range)
- วิธีใช้ (แบบง่าย):
- เปิดกราฟและเพิ่ม Indicator ชื่อ ATR เข้าไป (บางแอปอาจมีให้เลือก)
- ค่า ATR จะบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วหุ้นตัวนี้มีการแกว่งขึ้นลงเท่าไหร่ในแต่ละวัน (หรือแต่ละช่วงเวลา)
- ตัวอย่าง: คุณซื้อหุ้น B ที่ 20 บาท และค่า ATR ปัจจุบันคือ 0.50 บาท
- จุด Stop Loss: คุณอาจจะตั้งไว้ที่ ราคาซื้อ – (2 เท่าของ ATR) = 20 – (2 x 0.50) = 19 บาท
- ถ้าหุ้นเหวี่ยงเยอะ ATR ก็จะสูง Stop Loss ก็จะห่างออกไป ไม่ถูกชนง่ายๆ
4. Trailing Stop (เลื่อน Stop Loss ตามกำไร)
- แนวคิด: เป็น Stop Loss ที่ฉลาดขึ้น เพราะมันจะ เลื่อนตามราคาขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อคุณมีกำไร แต่ถ้าหุ้นย่อตัวลงมา Stop Loss จะ ไม่เลื่อนกลับลงมา แต่จะคงอยู่ที่จุดสูงสุดที่มันเคยไปถึง และจะขายออกเมื่อราคาย้อนกลับมาชนจุดนั้น
ความเสี่ยงของการตั้ง Stop Loss
1.ถูก Stop Loss บ่อยเกินไป (Whipsaw / Stop Loss Hunting) นี่เป็นความเสี่ยงที่พบได้บ่อยที่สุด และสร้างความหงุดหงิดให้กับนักลงทุนมากที่สุด
- ผลกระทบ: คุณจะขาดทุนจากตำแหน่งที่ถูก Stop Loss ไปแล้ว และพลาดโอกาสในการทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำให้เสียทั้งเงินและโอกาส
2. สภาพคล่องต่ำ ทำให้ขายไม่ได้ตามราคาที่ตั้ง (Slippage)
ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่มีผู้ซื้อหรือผู้ขายที่ราคาที่คุณตั้ง Stop Loss ไว้
- ผลกระทบ: การขาดทุนบานปลายเกินกว่าที่วางแผนไว้
และนี้ก็คือข้อมูลที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับ “Stop Loss” และ “วิธีตั้ง Stop Loss” ต่างๆ พร้อมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่ช่วยในการเทรดให้กับทุกๆ ท่านกันนะครับ
